คุณเข้าใจเรื่องภูมิคุ้มกันดีพอหรือยัง

ว่ากันว่าความเครียดและการไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงอย่างรวดเร็วโดยไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อที่ว่า…นี่เพิ่งอายุ 20 กว่าๆ ยังแข็งแรงดี ไม่เป็นไรหรอกน่า จึงอาจไม่จริงเสมอไป เพราะฉะนั้นคราวนี้เราจะมาคุยเรื่องภูมิคุ้มกัน โดยว่ากันตั้งแต่ความรู้พื้นฐานไปจนถึงเคล็ดลับในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยข้อมูลทั้งหมดในที่นี้รวบรวมมาจากข้อเขียนภาษาญี่ปุ่นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการไข้และอักเสบที่หาสาเหตุไม่พบ อาการปวดข้อ และความผิดปกติทางด้านภูมิคุ้มกันต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนและการรักษาด้วยการปรับวิถีชีวิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยของบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ ซึ่งเป็นด่านแรกของการสัมผัสสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เช่น เยื่อเมือกในลำไส้ ในระบบทางเดินหายใจ

Q.ภูมิคุ้มกันคืออะไร

A.

ระบบป้องกันตนเองของร่างกายซึ่งมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือไวรัส รวมไปถึงเซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ทำงานในระบบภูมิคุ้มกันราว 60-70% อยู่ในลำไส้ ความพิเศษของเซลล์ภูมิคุ้มกันในลำไส้เหล่านี้คือ มันจะทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่ที่นี่ จนเกิดความชำนาญ จดจำเชื้อโรคได้ดีแล้วจึงจะถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดให้เดินทางไปทั่วร่างกาย เพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายหรือหมดความจำเป็นต่อร่างกาย นอกจากเชื้อโรคแล้ว เซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ยังมีหน้าที่กำจัดเซลล์ที่ตายแล้ว เซลล์ที่ผิดปกติ (เซลล์มะเร็งเป็นต้น) และของเสียจากเซลล์ด้วย เพื่อรักษาการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ

ระบบภูมิคุ้มกันแบ่งง่ายๆได้เป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกได้แก่การ “ป้องกัน” ไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยอาศัยระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ เช่น ที่ตา จมูก ช่องปาก ลำไส้ และขั้นตอนที่สองในการ “กำจัด” สิ่งแปลกปลอมที่เล็ดลอดเข้ามาได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งสองขั้นตอนต่างมีความสำคัญ แต่ด่านแรกที่สำคัญมาก เพราะช่วยปกปักรักษาเราจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีเชื้อโรคอยู่สารพัดคือระบบภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกต่างๆ

Q.ระบบภูมิคุ้มกันจะถดถอยลงตามวัยใช่หรือไม่

A.

เซลล์ที่ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายสร้างจากอวัยวะต่างๆ เช่น ไขสันหลัง ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานของอวัยวะทั้งหมดล้วนแต่ถดถอยลงตามวัย เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ผลิตได้จึงลดลง ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ก็ลดลง จะเห็นได้จากกราฟว่าภูมิคุ้มกันของคนจะสูงสุดในช่วงวัย 20 จากนั้นก็จะค่อยๆลดลง แต่ทั้งนี้สภาพความชราของร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเท่านั้น อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเครียดก็มีผลอย่างมากต่อความชราของร่างกายด้วย สิ่งสำคัญสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายเริ่มหย่อนประสิทธิภาพคือต้องพยายามเพิ่มภูมิคุ้มกันที่เยื่อเมือกซึ่งเป็นด่านแรกสำหรับการป้องกันการติดเชื้อ

Q.ภูมิคุ้มกันตรวจวัดได้หรือไม่

A.

สามารถตรวจวัดได้จากเลือดหรือน้ำลาย อย่างเช่นในการตรวจสุขภาพก็จะมีการตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาวและดูอัตราส่วนองค์ประกอบต่างๆ เพื่อดูความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้อิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่พบในเยื่อเมือกต่างๆ ซึ่งเป็นแนวหน้าของภูมิคุ้มกันก็ตรวจหาได้จากน้ำลาย แต่วิธีตรวจเช็คระดับภูมิคุ้มกันของตนเองง่ายๆ เบื้องต้นทำได้โดยการตอบคำถามข้างล่าง ถ้ามีข้อที่เข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าระดับภูมิคุ้มกันของคุณอยู่ในระดับต่ำ

  • รู้สึกเย็นที่ท้องหรือแขนขา
  • ไม่ค่อยรับประทานผักหรือผลไม้
  • อดนอนเป็นประจำ
  • ทำงานที่ต้องนั่งมากและออกกำลังกายไม่พอ
  • กำลังลดความอ้วน
  • อยู่ในสภาวะที่มีความเครียดสูง
  • เป็นหวัดง่าย
  • ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย
  • เป็นแผลร้อนในหรือเป็นเริมที่ริมฝีปากบ่อย
  • ช่วงนี้รู้สึกอารมณ์หดหู่ ไม่ค่อยได้ยิ้มหรือหัวเราะ

Q.ถ้าระดับภูมิคุ้มกันต่ำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

A.

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแรง ก็จะกำจัดเชื้อโรคต่างๆได้ไม่ดี ทำให้เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย จะเกิดอาการอ่อนเพลียได้ง่ายและหายช้า นอกจากนี้ยังเป็นแผลร้อนในได้ง่าย การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติจะปรวนแปร ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย รวมทั้งเกิดปัญหาผิวพรรณได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โครงสร้างของเซลล์ภูมิคุ้มกันจะเสียสมดุลทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ จนมีปฏิกริยาตอบสนองกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายอย่างรุนแรง ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าอาการแพ้ต่างๆ เช่น การจาม มีน้ำมูกไหล มีผื่นคัน และยังหมดความสามารถที่จะยับยั้งเซลล์มะเร็งที่ว่ากันว่าเกิดขึ้นในร่างกายของทุกคนมากถึงวันละ 5,000 เซลล์ได้

Q.สาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำคืออะไร

A.

มีรายงานทางการแพทย์ระบุว่าอายุที่เพิ่มขึ้น การออกกำลังกายอย่างหนัก ความเครียด การอดนอน การใช้ชีวิตอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน การขาดการบริโภคผักหรือโปรตีน ภาวะก่อนมีประจำเดือนต่างๆเหล่านี้ทำให้ภูมิคุ้มกันตก โดยทั่วไปถ้ารู้สึกอ่อนล้าทั้งทางกายและใจก็เชื่อไว้ก่อนได้เลยว่าระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังลดต่ำลง

การไม่รับประทานอาหารเช้า มีผลให้อุณหภูมิในร่างกายไม่เพิ่มขึ้นตลอดวันเนื่องจากขาดพลังงาน ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีผลให้ทั้งระดับภูมิคุ้มกันและระดับการเผาผลาญลดลง นอกจากนี้ภาวะที่ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานบกพร่องเนื่องจากความเครียดก็จะมีผลให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง เนื่องจากหลอดเลือดหดตัว เซลล์ภูมิคุ้มกันออกลาดตระเวนไปตามกระแสเลือดได้ยากขึ้น การอดนอนก็ทำให้ภูมิคุ้มกันตกต่ำ จึงทำให้เป็นหวัดได้ง่ายหรือรู้สึกอ่อนเพลีย นอกจากนี้ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกกันว่าเซลล์เพชฌฆาตหรือเซลล์ NK จะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว (ออกกำลังกาย) ในระดับที่เหมาะสม ถ้าออกกำลังกายไม่เพียงพอประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ NK ก็จะลดลงเป็นผลให้ระดับภูมิคุ้มกันลดต่ำลง

Q.ภูมิคุ้มกันยิ่งสูงยิ่งดีใช่มั้ย

A.

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเหมือนดาบสองคม จึงไม่ใช่ยิ่งสูงแล้วจะยิ่งดีเสมอไป ถ้าภูมิคุ้มกันบางชนิดเพิ่มสูงมากเกินไปจะทำให้เกิดการทำลายเซลล์ของร่างกายตนเองเป็นเหตุให้เกิดโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง หรือทำให้เกิดอาการแพ้ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนได้ เช่น แพ้ละอองเกสรหรือแพ้ฝุ่นละออง ในเรื่องของภูมิคุ้มกัน เราจึงควรมองไปที่ภาพรวมมากกว่า ว่าทำอย่างไรร่างกายจะอยู่ในภาวะสมดุล เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีที่สุดตามภาวะที่พึงเป็นตามธรรมชาติ

Q.แล้วเราจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ยังไง

A.

ถ้าระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกซึ่งมีหน้าที่เตรียมร่างกายให้พร้อมรับความกดดันทำงานมากเกินไป การไหลเวียนของเลือดและการทำงานของอวัยวะต่างๆจะถูกจำกัดทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ความเครียดทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากขึ้น เราจึงต้องหาวิธีคลายเครียดเพื่อให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกซึ่งทำงานเกี่ยวกับการพักผ่อนทำงานมากขึ้น วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการนอนหลับที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้ อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นด้วย จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อโดยเน้นไปที่อาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น การออกกำลังกายที่ให้ผลดีคือการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อซึมเพียงเล็กน้อยและรู้สึกผ่อนคลาย เช่นการเดินราว 30 นาที เพราะการออกกำลังกายที่หนักกว่านั้นจะให้ผลในทางตรงกันข้าม

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานดีที่สุดในตอนกลางคืน ถ้าไม่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระบบภูมิคุ้มกันย่อมทำงานได้ไม่ดี การพยายามเพิ่มคุณภาพการนอนให้สูงขึ้นจึงมีความสำคัญ และสิ่งหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพในการนอนได้คือการแช่น้ำอุ่นๆก่อนนอน และงดการใช้มือถือก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

Q.ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นแล้วดียังไง

A.

การเจ็บป่วยจะลดลงเพราะระบบป้องกันตัวจากเชื้อโรคต่างๆทำงานได้ดี เมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล อุณหภูมิร่างกายโดยรวมจะสูงขึ้น ทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระแสเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันออกลาดตระเวณทั่วร่างกายได้ดี การเผาผลาญก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ต่อให้คนรอบข้างเป็นหวัดก็จะไม่ติด ความอ่อนเพลียก็จะลดลง

Q.ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากเกินไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

A.

เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมาก อะดรีนาลีนจะหลั่งออกมามากเกินไป เซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทแกรนูโลไซต์ซึ่งมีตัวรับอะดรีนาลีนอยู่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งแกรนูโลไซต์ที่ว่านี้หลังจากทำงานเสร็จมันจะปล่อยอนุมูลอิสระออกมาจำนวนมาก ทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลงเป็นสาเหตุให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง อนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เซลล์ของอวัยวะภายในเสื่อมสภาพและเสียสมดุล การหดตัวของหลอดเลือดทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ระบบย่อยทำงานได้ไม่ดีเป็นผลให้ท้องผูก ภูมิคุ้มกันลดลงเพราะเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ลดจำนวนลง ซึ่งนอกจากจะทำให้นอนไม่หลับ หรือเกิดความอยากอาหารอย่างมากแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน เช่น ปวดท้องประจำเดือนมากหรือประจำเดือนมาผิดปกติได้

Q.สภาวะที่สมดุลที่สุดของร่างกายเป็นแบบไหน

A.

ร่างกายที่สมดุลที่สุดคือร่างกายที่สลับโหมดระหว่างกลางวันและกลางคืนได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะชีวิตตามธรรมชาติที่พึงเป็นคือในตอนเช้าระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำงานเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกายและการใช้สมอง หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยๆปรับเข้าสู่โหมดที่ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานมากในตอนกลางคืน

ระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติกเปรียบได้เหมือนคันเร่งและเบรกของรถยนต์ เราไม่สามารถขับรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพได้โดยการใช้เพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากระบบประสาททั้งสองแบบเป็นระบบประสาทอัตโนมัติที่เราไม่สามารถสั่งให้เปลี่ยนแปลงอย่างที่เราต้องการได้ จึงต้องรักษาสมดุลด้วยการดูแลเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับ การทำให้ร่างกายอบอุ่น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของร่างกายให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา