รวมเทคนิคเพิ่มภูมิคุ้มกัน

5 เทคนิคเพิ่มภูมิคุ้มกันในตอนเช้า

เวลาที่สำคัญที่สุดในหนึ่งวันสำหรับการเพิ่มภูมิคุ้มกันคือยามเช้า ซึ่งควรเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย เพราะความเร่งรีบจะทำให้เกิดความเครียดซึ่งทำให้ระดับภูมิคุ้มกันลดลง

เทคนิคที่ 1 เปิดม่านให้ร่างกายได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ทันทีที่ตื่นนอน

แสงแดดที่ได้รับหลังตื่นนอนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรีเซ็ทนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย เมื่อได้รับแสงแดด เซโรโทนินในสมองจะเพิ่มขึ้นทำให้ร่างกายตื่นตัวเต็มที่ เซโรโทนินซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสแล้ว ยังเป็นสารตั้งต้นของการผลิตเมลาโทนินฮอร์โมนที่ช่วยให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ การใช้ชีวิตอย่างคนยุคใหม่ที่ไม่ค่อยได้อยู่กลางแจ้งทำให้เราขาดการรับแสงแดดซึ่งมีผลให้ขาดวิตามินดีที่จำเป็นต่อการรักษาสุขภาพไปด้วย เพราะฉะนั้นอย่าลืมรับแสงแดดอ่อนๆในยามเช้าเอาไว้บ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี

เทคนิคที่ 2 ดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้า เพื่อช่วยเพิ่มอุณหภูมิของอวัยวะภายใน

เมื่ออวัยวะภายในมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เลือดและน้ำเหลืองจะไหลเวียนได้ดีขึ้น ของเสียก็จะถูกขับออกมาได้ดีขึ้น ช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล ทั้งยังช่วยลดความข้นของเลือดเนื่องจากการสูญเสียน้ำระหว่างที่นอนหลับได้ เนื่องจากเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน 70% อยู่ในลำไส้ การดื่มน้ำอุ่นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิและปริมาณน้ำจะช่วยกระตุ้นการทำงานและปรับสมดุลภายในลำไส้ ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคที่ 3 อาหารเช้าที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีคือ “ซุปเต้าเจี้ยวใส่ผักเยอะๆ”

มีงานวิจัยบอกไว้ว่ายิ่งได้รับเส้นใยอาหารมากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งจะยิ่งลดลงเท่านั้น เพราะระบบภูมิคุ้มกันกำจัดเซลล์ผิดปกติที่เกิดขึ้นทุกวันในตัวเราได้หมด ซุปเต้าเจี้ยวใส่ผักเยอะๆ เหมาะสมมากในมื้อเช้า เพราะทั้งอุ่น มีน้ำมากช่วยเติมน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปในตอนกลางคืนได้ ทั้งยังประกอบไปด้วยเต้าเจี้ยวอาหารหมักที่มีจุลินทรีย์มีประโยชน์ รวมทั้งผักซึ่งอุดมด้วยเส้นใยอาหาร

เทคนิคที่ 4 หลีกเลี่ยงอาหารที่เย็น โดยเฉพาะในตอนเช้าและในเวลาที่อากาศเย็น

ความเย็นในร่างกายทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในลดลง ภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์เพชฌฆาตหรือเซลล์ NK เซลล์ชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันซึ่งมีหน้าที่ออกลาดตระเวณไปทั่วร่างกายเพื่อกำจัดไวรัสและเซลล์มะเร็ง จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงเพียงพอ ยิ่งภายในร่างกายเย็นเท่าไหร่การทำงานของ เซลล์ NK ก็จะยิ่งลดลง เมื่ออุณหภูมิภายในร่างกายลดต่ำ หลอดเลือดจะหดตัวทำให้การไหลเวียนของเลือดแย่ลง สารอาหารและเซลล์ภูมิคุ้มกันจึงไหลเวียนไปได้ไม่ทั่วถึง ด้วยเหตุนี้คนจึงมักป่วยเป็นหวัดกันง่ายขึ้นในฤดูหนาว

อีกเรื่องหนึ่งที่คนมักคาดไม่ถึงคืออากาศที่ร้อนจัดจนทำให้เสียเหงื่อมาก จะทำให้ร่างกายเสียความร้อนไปพร้อมกับการระเหยของเหงื่อด้วย แนะนำให้ช่วยร่างกายเพิ่มอุณหภูมิด้วยการใช้กระเป๋าน้ำร้อนที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไปวางที่หน้าท้อง (เทคนิคนี้คล้ายกับการรักษาไข้ของอายุรเวท คือให้เอากระเป๋าน้ำร้อนวางที่หน้าท้อง เพื่อช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายเอาชนะเชื้อโรคได้ ไข้ก็จะลดลง) กราฟข้างล่างแสดงให้เห็นว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่ช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อมีการใช้กระเป๋าน้ำร้อนให้ความอบอุ่นกับช่วงท้องและมือเท้าทั้งตอนนอนและระหว่างวัน

เทคนิคที่ 5 อาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

ถ้าต้องการอาหารเสริมเป็นตัวช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน แนะนำอาหารเสริมประเภท LPS (Lipopolysaccharide) สารซึ่งมีอยู่มากในรากบัวและเปลือกแครอท ซึ่งจะช่วยเพิ่มการทำงานของ Macrophage (แมกโครฟาจ) เป็นผลให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เบต้ากลูแคนซึ่งมีมากในเห็ดหอม และแบคทีเรียที่ผลิตกรดแล็กทิกซึ่งมีมากในโยเกิร์ตและอาหารหมักดองก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของแมกโครฟาจได้เช่นกัน สารอาหารเหล่านี้จะเลือกรับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้ แต่ถ้ารับประทานจากอาหารสดตามธรรมชาติได้ก็จะดีกว่า

ไลซีนและอาร์จินีนซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นก็ช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาทซิมพาเทติกที่ควบคุมการทำงานของม้าม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งมีข้อมูลงานวิจัยที่พบว่าช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

3 เทคนิคช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันระหว่างวัน

เทคนิคที่ 1 บริหารร่างกายด้วยท่าหมุนไหล่ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย

ถ้ารู้สึกว่าเริ่มหายใจถี่และตื้นขึ้น แสดงให้เห็นว่าระบบประสาทซิมพาเทติกกำลังทำงานหนัก ให้ช่วยร่างกายผ่อนคลายด้วยการหมุนไหล่ วิธีการคือแตะมือไว้ระหว่างไหล่และกระดูกไหปลาร้า จากนั้นจึงหมุนข้อศอกเป็นวงกลมใหญ่ๆ ไปข้างหน้า 4 รอบ แล้วหมุนกลับหลังอีก 4 รอบ หายใจเข้าตอนที่หมุนไหล่ขึ้น หายใจออกตอนที่หมุนไหล่ลง

เทคนิคที่ 2 เตรียมเครื่องเพิ่มความชื้น อุปกรณ์ช่วยเพิ่มความอบอุ่นและของขบเคี้ยวไว้ในที่ทำงาน

ไวรัสชอบอากาศแห้ง การเพิ่มความชื้นจึงช่วยลดปริมาณไวรัสได้ นอกจากนี้ร่างกายของเรายังปรับอุณหภูมิภายในได้ยาก ถ้าอุณหภูมิในอาคารและอุณหภูมิภายนอกแตกต่างกันมากๆ ถ้าภายในห้องเปิดแอร์เย็นจัดก็ควรเตรียมเสื้อกันหนาวไว้ใส่ ความหิวที่มากเกินไปเป็นอีกตัวการที่ก่อให้เกิดความเครียด การมีของขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพติดโต๊ะไว้บ้างจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้

สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วน อาจเคี้ยวหมากฝรั่งแทนเพื่อกระตุ้นการหลั่งเซโรโทนินที่จะช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพการนอนที่ดี

อีกเรื่องที่สำคัญคือเซลล์เพชฌฆาต NK เพิ่มจำนวนได้ด้วยการหัวเราะ การดูภาพหรืออ่านเรื่องราวที่ทำให้ยิ้มได้อยู่เสมอจึงให้ผลดีในการเพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน

เทคนิคที่ 3 จิบชาเขียวร้อนบ่อยๆช่วยคุณได้

ชาเขียวมีธีอะนีนซึ่งช่วยลดความเครียดได้ดีอยู่มาก การจิบชาเขียวอุ่นๆจึงช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี มีงานวิจัยของบริษัทยาในญี่ปุ่นพบว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำช่วยลดอัตราการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้

6 เทคนิคช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในตอนกลางคืน

เทคนิคที่ 1 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันมากในมื้อเย็น

แอลกอฮอล์ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น การดื่มในปริมาณเล็กน้อยจึงไม่เป็นปัญหา เรื่องที่ต้องระวังคือกับแกล้มที่เป็นของทอดหรือมีน้ำมันมากต่างๆ เพราะจะสร้างภาระให้กับระบบย่อย มีผลให้ภูมิคุ้มกันตกต่ำ

เทคนิคที่ 2 มื้อเย็นพยายามเลือกอาหารที่มีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระสูง

อาหารเย็นต้องไม่ขาดโปรตีนชนิดดี และควรมีอาหารหมักดอง เช่น ซุปเต้าเจี้ยวหรือกิมจิ และอาหารที่มีวิตามินเอ ซี อีซึ่งมีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระสูงอยู่ด้วย เนื้อวัวและเนื้ออกไก่มีคาร์โนซีนและแอนเซอรีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากจึงช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้

เทคนิคที่ 3 สร้างความผ่อนคลายด้วยน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

น้ำมัน Tea tree มีสรรพคุณที่โดดเด่นในเรื่องการฆ่าเชื้อและช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน น้ำมันยูคาลิปตัสช่วยลดเสมหะและอาการไอ น้ำมันราเวนซานาช่วยให้นอนหลับได้ง่ายและช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ประสาทรับกลิ่นเชื่อมต่อกับสมองส่วนไฮโพทาลามัสซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติโดยตรง จึงช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติได้ดีมาก น้ำมันลาเวนเดอร์ซึ่งมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบซิมพาเทติกที่เกี่ยวข้องกับต่อมหมวกไตและไตก็มีประโยชน์มาก น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ช่วยลดความดัน ปรับลดอุณหภูมิของร่างกายลงเพื่อให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ แต่ต้องไม่ลืมเลือกซื้อน้ำมันที่มีความบริสุทธิ์สูงด้วย

เทคนิคที่ 4 เติมผงผสมน้ำอาบที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นลงในอ่างน้ำ

ฟองในผงผสมน้ำอาบซึ่งมีโซเดียมไฮโดรเจนไบคาร์บอเนตเป็นส่วนประกอบหลักจะแทรกซึมผ่านชั้นหนังกำพร้าเข้าสู่ร่างกายและช่วยขยายหลอดเลือดส่วนปลาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จึงให้ผลดีในการเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

เทคนิคที่ 5 นวดศีรษะและบริเวณไหปลาร้าก่อนนอนจะช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น

จุดที่น้ำเหลืองจากทั่วร่างกายไหลมารวมกันอยู่ที่บริเวณใต้หูไปจนถึงไหปลาร้า เพียงทาครีมแล้วนวดด้วยการใช้มือลูบลงเบาๆก็จะช่วยให้น้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น ถ้ารู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ แนะนำให้นวดศีรษะเพื่อผ่อนคลายการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติก

3 เทคนิคช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันที่ใช้ได้ทุกเวลา

เทคนิคที่ 1 ถ้าไม่อยากติดโรคอย่าลืมหลักการ “ล้างมือ กลั้วคอ เพิ่มความชื้นและสวมมาสก์”

พื้นฐานสำคัญประการแรกของการป้องกันโรคคือหลีกเลี่ยงการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการล้างมือ กลั้วคอช่วยได้ดี นอกจากนี้การสวมมาสก์ยังช่วยรักษาความชื้นในช่องปากและลำคอ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภูมิคุ้มกันในเยื่อเมือกได้ และต้องไม่ลืมรักษาสุขภาพด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้สมดุล อย่าลืมการออกกำลังกายเบาๆที่เพลิดเพลินและผ่อนคลาย ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการออกตรวจตราของเซลล์ภูมิคุ้มกันซึ่งมีหน้าที่จัดการกับเชื้อโรคที่เล็ดลอดเข้ามาได้

เทคนิคที่ 2 หัวเราะให้มากเข้าไว้

กราฟข้างล่างเป็นผลการตรวจวัดความเข้มข้นของ Immunoglobulin A (IgA) ภูมิคุ้มกันที่พบมากบนเยื่อเมือกจากน้ำลาย เปรียบเทียบก่อนและหลังระหว่างการให้ดูคลิปตลกขำขันกับให้ดูคลิปวิชาการ พบว่าปริมาณ IgA เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังผู้ชมได้หัวเราะอย่างสนุกสนาน

เทคนิคที่ 3 เลือกใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันบนผิวหนัง

ที่แนะนำคือครีมบำรุงผิวที่เน้นการกระตุ้นเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ (Langerhans cells) ซึ่งดูแลเรื่องภูมิคุ้มกันของผิวหนัง หรือจะใช้วิธีนวดศรีษะโดยเฉพาะบริเวณขมับเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดก็ได้ เพราะเมื่อการไหลเวียนของเลือดดี การผลัดเซลล์ผิวก็จะดีไปด้วย ทำให้เซลล์แลงเกอร์ฮานส์ทำงานได้ดี

นอกจากนี้สังกะสีซึ่งมีความจำเป็นต่อสุขภาพผมและผิวที่ดียังไม่สามารถผลิตในร่างกายได้ จึงต้องได้รับจากอาหารให้เพียงพอ อาหารที่มีสังกะสีมากก็เช่น เนื้อหมู หอยนางรม ถ้าจะเลือกกินอาหารเสริมต้องระวังอย่าให้เกินปริมาณที่จำเป็นเพราะถ้าได้รับมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการสังกะสีเป็นพิษได้