4 ยาแห่งความหวังสำหรับการรักษาโควิด-19 ในญี่ปุ่น

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายกอาเบะได้กล่าวถึงเรื่องยารักษาโควิด ความหวังที่คนทั้งโลกเฝ้ารอว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นเริ่มใช้ยา 4 ชนิดในการรักษา ควบคู่ไปกับการทำวิจัยทางคลินิก

ยา 4 ชนิดที่ว่าได้แก่อาวิแกน (Avigan) เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) คาเลทรา (Kaletra) และอัลเวสโก (Alvesco) (ทั้งหมดเป็นชื่อทางการค้า)

แต่อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้แม้จะยืนยันผลของยาบางชนิดได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีข้อมูลไม่มากพอที่จะฟันธงว่ามียาชนิดใดใช้รักษาโรคโควิด-19 ได้อย่างแน่นอน

การค้นคว้าเรื่องยารักษาโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ขับเคลื่อนโดยศูนย์โรคระบาดสากล ในสังกัด National Center for Global Health and Medicine (NCGM) ในโตเกียว เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ทางศูนย์ประกาศว่าจะเริ่มทำการวิจัยทางคลินิกของยาเรมเดซิเวียร์ โดยเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกนานาชาติที่นำโดย National Institute of Health Sciences (NIH) ของอเมริกา

เรมเดซิเวียร์

เป็นยาของ Gilead Sciences ผู้ผลิตยารายใหญ่ในอเมริกา ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อใช้รักษาโรคอีโบลา จึงยังไม่ผ่านการรับรองในประเทศใดเลย เมื่อหลายปีก่อนเคยนำไปทดลองใช้รักษาโรคอีโบลาที่ระบาดหนักในแอฟริกา แต่พบว่าให้ผลการรักษาน้อยกว่ายาชนิดอื่น จึงถูกระงับการใช้ ทำให้โครงการพัฒนาระงับไปด้วย ที่เรมเดซิเวียร์กลายมาเป็นที่สนใจในครั้งนี้ เนื่องจากอเมริกานำไปลองใช้กับผู้ป่วยโควิด-19 และพบว่าได้ผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสำนักงานสาขาของ Gilead Sciences ในญี่ปุ่นอธิบายความเป็นมาว่า “การทดลองในหลอดทดลองได้ผลดี จึงลองนำไปใช้กับผู้ป่วย 1 รายในวอชิงตันและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ”

ส่วนญี่ปุ่นกล่าวว่า “การทดลองในหลอดทดลองทำเพื่อประเมินผลการยับยั้งไวรัส ซึ่งจากยาต้านไวรัสหลายตัวที่นำไปทดลอง เรมเดซิเวียร์ให้ผลมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยในการนำมาใช้กับคน ก็มีข้อมูลความปลอดภัยจากตอนที่นำไปใช้รักษาอีโบลาอยู่พอสมควร การนำมาทดลองใช้กับผู้ป่วยในประเทศจึงเป็นไปได้”

จีนเองก็ทำการวิจัยทางคลินิกของยาเรมเดซิเวียร์อยู่เช่นกัน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน เม.ย. Gilead Sciences ได้เริ่มการวิจัยทางคลินิกมาแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ. และมีกำหนดที่จะแถลงผลที่ได้ในเดือน พ.ค. การที่ National Center for Global Health and Medicine ของญี่ปุ่นตัดสินใจทำการวิจัยเรมเดซิเวียร์ก่อนยาตัวอื่น ก็ทำให้มองกันว่า นี่อาจเป็นยาซึ่งให้ผลดีที่สุดจาก 4 ตัวเลือกที่มีในขณะนี้ แต่แม้ว่าผลการวิจัยจะออกมาเป็นที่น่าพอใจ ก็ยังต้องไปผ่านขั้นตอนการขออนุญาตนำเข้าและนำมาใช้อีก กว่าจะนำไปใช้ในการรักษาจริงได้ยังต้องใช้เวลาอีกนาน

อาวิแกน

เป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พัฒนาโดยบริษัท FUJIFILM Toyama Chemical ให้ผลดีในการยับยั้งไวรัส แต่เนื่องจากมีรายงานว่าพบผลข้างเคียงต่อตัวอ่อน (ทำให้รูปร่างผิดปกติ) จากการทดลองในสัตว์ จึงใช้ในหญิงมีครรภ์ไม่ได้ อาวิแกนได้รับการรับรองจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้ใช้เป็นยาสำหรับโรคติดต่อที่ยาอื่นรักษาไม่ได้ แต่จะนำมาใช้ได้ต่อเมื่อรัฐบาลอนุญาตเท่านั้น ยังไม่มีการรับรองให้นำไปใช้ได้โดยทั่วไป รัฐบาลญี่ปุ่นได้เก็บสต็อกยาอาวิแกนไว้ในปริมาณที่รักษาคนได้ราว 2 ล้านคน เผื่อสำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โดยยาที่นำมาใช้ทดลองกับโควิด-19 ในครั้งนี้ก็นำมาจากคลังยาของประเทศ

อาวิแกนกลายเป็นที่สนใจของชาวโลก เมื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนประกาศออกมาเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่ายาฟาริพิราเวียร์ ยาสามัญที่ผลิตโดยใช้ตัวยาต้นแบบตามอาวิแกนใช้รักษาได้ผลอย่างชัดเจนในการวิจัยทางคลินิก รวมทั้งแถลงนโยบายที่ว่าจะให้ Zhejiang Hisun Pharmaceutical (เจ้อเจียงไฮซันเภสัชกรรม) ผู้ผลิตยารายใหญ่ในจีนเร่งทำการผลิตฟาริพิราเวียร์

ข้อมูลที่ออกมาในไทยค่อนข้างสับสนในเรื่องนี้ ก็เลยอยากจะย้ำอีกครั้งว่าอาวิแกนเป็นยาที่บริษัทในญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขึ้นมานานมากแล้วตั้งแต่ก่อนปี 2000 และได้มีการจดสิทธิบัตรไว้ ช่วงแรกเจ้อเจียงไฮซันได้รับสิทธิในการผลิตยาตัวนี้จากทางญี่ปุ่น แต่ตอนนี้สิทธิบัตรยาครบกำหนดอายุแล้ว เจ้อเจียงไฮซันจึงสามารถนำไปผลิตเป็นยาสามัญได้ในชื่อทางการค้าฟาวิลาเวียร์โดยมีตัวยาหลักคือฟาวิพิราเวียร์เช่นเดียวกับอาวิแกนของญี่ปุ่น

แต่การประกาศของจีนไม่มีผลกับญี่ปุ่นเพราะกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นยังมองว่าจำเป็นที่จะต้องทำการวิจัยต่อไป ในญี่ปุ่นมีการทำวิจัยทางคลินิกของยาอาวิแกนที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฟูจิตะใน จ. ไอจิ ซึ่งรับผู้ป่วยจำนวนมากจากเรือไดมอนด์ พรินเซสไปรักษา โดยทำการวิจัยในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อยและไม่มีอาการโดยจะสิ้นสุดการวิจัยในเดือน ส.ค.

โรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยกุมมะก็กำลังวางแผนที่จะทำการวิจัยทางคลินิก ฟูจิฟิล์มผู้ผลิตยาก็มีแผนที่จะทำการวิจัยทางคลิกนิกเองด้วยเช่นกัน แม้ว่าอาวิแกนจะเป็นที่คาดหวังอย่างมากในหมู่ชาวโลก แต่ในญี่ปุ่นเองยังต้องใช้เวลาอีกนานสำหรับการเก็บข้อมูลให้มากพอก่อนที่จะรับประกันผลในการรักษาได้

คาเลทรา

คือยาที่มีการนำไปใช้มากที่สุดในญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหม่ๆโดยมีการทำวิจัยทางคลินิกกับผู้ป่วย 54 ราย (ตัวเลข ณ วันที่ 1 มี.ค.) คาเลทราเป็นยาต้านไวรัส HIV ที่คิดค้นโดย AbbVie Inc. ผู้ผลิตยาในอเมริกา พบว่ายับยั้งไวรัสได้ดี จีนเองก็ได้ลองใช้คาเลทรามาตั้งแต่ช่วงต้นของการระบาดและมีสื่อนำมารายงานว่าได้ผลดี แต่เมื่อวันที่ 9 มี.ค. AbbVie Inc. ผู้ผลิตยาได้ออกมาแถลงข่าวว่า “เนื่องจากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยทางคลินิกในจีน จึงยืนยันไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่”

ต่อมาในเดือน มี.ค. มีบทตวามจากจีนลงตีพิมพ์ใน The New England Journal of Medicine วารสารทางการแพทย์ชื่อดัง ระบุว่าจากการเปรียบเทียบผู้ป่วยที่ได้รับยาคาเลทรา 99 คนกับผู้ป่วย 100 คนที่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานทั่วไป ไม่พบว่าเวลาในการฟื้นตัวของผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บทความนี้บทเดียว ย่อมไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าเคลาทรารักษาโควิด-19 ไม่ได้ เพราะยังมีปัจจัยอีกมากที่ต้องพิจารณาต่อไป

อัลเวสโก (Alvesco)

เป็นยาเสตียรอยด์แบบสูดดมสำหรับรักษาโรคหอบหืดของบริษัท TEIJIN PHARMA ในญี่ปุ่น ที่พุ่งแรงแซงโค้งมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรงพยาบาลอาชิการาคามิ จ.คานางาวะ รายงานกรณีตัวอย่างของผู้ป่วยสูงอายุ 3 รายจากเรือสำราญที่ได้รับยาอัลเวสโกในช่วงต้นเดือน มีค.โดยกล่าวว่า “เชื่อว่าอัลเวสโกน่าจะช่วยลดจำนวนไวรัสได้อย่างรวดเร็วและป้องกันการลุกลามไปเป็นปอดบวมรุนแรง”

ตามปกติอัลเวสโกไม่ใช่ยาที่ถือกันว่ามีฤทธิ์ยับยั้งไวรัส แต่กลับพบว่าสามารถยับยั้งไวรัสโควิด-19 ได้ ทาง National Center for Global Health and Medicine จึงจะนำอัลเวสโกมาวิจัยต่อไปในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีอาการปอดอักเสบ


นอกจากยาที่เป็นตัวเลือกน่าสนใจที่สุดในปัจจุบันทั้ง 4 ตัวนี้ ยังมียาคลอโรควิน (chloroquine) ที่ใช้ต้านโรคมาลาเรีย ซึ่งเริ่มได้รับความสนใจ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “คลอโรควินใช้รักษาโควิดได้ผล” แต่สถานการณ์จริงค่อนข้างสับสน เพราะหลังจากนั้นสื่อรายงานข่าวว่ามีผู้ป่วยอาการทรุดหนักลงเพราะได้รับคลอโรควิน

ในญี่ปุ่นเองเคยเกิดกรณีฟ้องร้องของผู้ป่วยที่จอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากได้รับยาคลอโรควินมาแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ยาจะใช้รักษาโควิดได้ผลจริง ก็ยังต้องระมัดระวังเรื่องการนำไปใช้อย่างมาก

นอกจากการวิจัยของรัฐแล้วยังมีมหาวิทยาลัยและบริษัทอีกจำนวนมากที่กำลังเร่งค้นคว้าหายารักษารวมทั้งพัฒนายาใหม่

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ออกมาแถลงว่า ยารักษาโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน Nafamostat อาจจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ Nafamostat เป็นยาที่ใช้อยู่ในประเทศญี่ปุ่นมาเกือบ 30 ปี จึงมีข้อมูลรับรองความปลอดภัยมากเพียงพอ ทั้งยังมีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้วในชื่อทางการค้าว่า “FUTHAN”

ยาอื่นที่กำลังได้รับความสนใจก็มีเช่น ยาไรบาวิริน (Ribavirin) และยาอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ที่ใช้รักษาโรคตับอักเสบซี

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. Takeda Pharmaceutical แถลงว่าจะผลิตยาใหม่ที่ทำจากแอนติบอดีในเลือดของผู้ป่วยที่หายดีแล้ว (TK-888) ซึ่งอาจนำมาใช้ได้เร็วที่สุดประมาณเดือน ก.ย. นอกจากนี้ Chugai Pharmaceutical บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Roche ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสวิสก็กำลังพิจารณาที่จะทำการวิจัยทางคลินิกของยาแอคเทมรา (Actemra) ยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่าให้ผลในการรักษาโควิด-19 อย่างไร

ตามปกติการพัฒนายาต้องใช้เวลาในการทำวิจัยทางคลินิก 3-7 ปีเพื่อยืนยันความปลอดภัยและผลในการรักษา แต่สำหรับการระบาดครั้งนี้หากต้องรอให้การวิจัยทางคลินิกทั้งหมดที่จำเป็นต่อการยื่นขออนุญาตเสร็จสิ้นคงไม่ทันเวลา ทางญี่ปุ่นจึงตัดสินใจนำ “ระบบอนุมัติการใช้ยาและเวชภัณฑ์เร่งด่วนพร้อมเงื่อนไข” เข้ามาใช้เพื่อช่วยให้กระบวนการอนุมัติทำได้เร็วขึ้น